ทำไมการทำบิวท์อินบ้านหรูต้องใส่ใจเรื่องเกรดวัสดุเป็นพิเศษ?
สิ่งที่ทำให้วัสดุบิวท์อินเกรดสำหรับบ้านหรูแตกต่างจากเกรดทั่วไป มีอยู่ 2 เหตุผลหลัก ดังนี้
- ทนทานต่อความชื้น โดยมักเลือกใช้วัสดุบิวท์อิน HMR ที่ทนต่อน้ำและความชื้นสูง ไม่บวมพองง่าย
- ปลอดภัยต่อสุขภาพ การใช้วัสดุบิวท์อินเกรด E0 ที่มีสารฟอร์มาลดีไฮด์ต่ำมาก (ต่ำกว่า 0.5 mg/L) ไร้กลิ่นฉุน ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ หรือความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
ไม้ HMR vs ไม้ทั่วไป แตกต่างกันอย่างไร?
ถ้าพูดถึงความทนทานต่อสภาพอากาศและความชื้น สามารถแยกประเภทของไม้ได้ดังนี้

1. ไม้ปาติเกิล (Particle Board)
ไม้ปาติเกิล ทำจากเศษไม้ นำมาบดหยาบหรือบดละเอียดอัดรวมกันด้วยกาวและความร้อน จึงทำให้แผ่นไม้มีน้ำหนักเบาและราคาประหยัด แต่ด้วยโครงสร้างภายในที่แตกหัก แอ่นตัวง่าย และไม่ทนความชื้น หากโดนน้ำหรืออยู่ในห้องที่มีความชื้นสะสม หน้าบานจะเริ่มบวมพองและยุ่ย โครงสร้างยึดเกาะนอตหรือตะปูเกลียวจะหลวม รวมถึงมีสารฟอร์มาลดีไฮด์สูง ทำให้มีกลิ่นฉุนติดนานหลายเดือนเลยทีเดียว

2. ไม้ MDF (Medium Density Fiberboard)
ไม้ MDF เปลี่ยนจากการใช้เศษไม้หยาบ ๆ มาเป็นการใช้เส้นใยไม้ขัดละเอียด ลักษณะขี้เลื่อย นำมาบดละเอียดเท่า ๆ กัน ผสมกาวแล้วอัดแน่นด้วยความดันและความร้อนจนกลายเป็นเนื้อแผ่นเดียวกัน หน้าตัดของไม้ MDF จึงเนียน ละเอียด แข็งแรง และรับน้ำหนักได้ดีกว่าไม้ปาติเกิล สามารถนำมาฉลุลาย เซาะร่องหน้าบาน หรือตัดแต่งดีไซน์ที่โค้งมนได้อย่างเรียบเนียน
แต่หากนำไปใช้ในห้องที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องครัว ยึดหลังซิงก์ หรือตู้ใต้อ่างล้างหน้า ไม้จะซับความชื้นเข้าไปช้า ๆ จนเนื้อไม้พองตัว เสียรูปทรง และเสื่อมสภาพในที่สุด

3. ไม้ HMR (High Moisture Resistance Board)
ไม้ HMR พัฒนามาจากไม้ MDF โดยใช้เส้นใยยูคาลิปตัสบดละเอียด ผสมกาวสูตรทนความชื้นสูง (Melamine Urea Formaldehyde) และมักจะผสมสีย้อมเขียวเข้าไปในกระบวนการอัดแน่น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ช่างแยกแยะหน้างานได้ง่าย
ทำให้เนื้อไม้แน่น เนียนละเอียด รับน้ำหนักได้ดี ดัดโค้งมนสวย ทนต่อความชื้นและสภาพอากาศเมืองไทย ทำให้หน้าบานไม่บวมพอง ไม่ยุ่ย และไม่โก่งตัวง่ายจึงเป็นวัสดุมาตรฐานสูงสุดสำหรับใช้ทำงานบิวท์อินในห้องครัว ตู้เสื้อผ้า หรือพื้นที่ที่ต้องเจอความชื้น
อ่านบทความเพิ่มเติม:คู่มือการเลือกวัสดุไม้สำหรับงานตกแต่งภายในบ้านให้เหมาะสม
ตารางเปรียบเทียบวัสดุบิวท์อินเกรดบ้านหรู VS เกรดทั่วไป
| ประเภทไม้ | วัสดุและการผลิต | จุดเด่น | ความทนทาน | เหมาะสำหรับ |
| ไม้ปาติเกิล | เศษไม้อัดบด ผสมกาว อัดร้อน | ราคาประหยัด น้ำหนักเบา | น้อย | งานเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป ในที่แห้ง |
| ไม้ MDF | เส้นใยไม้ละเอียด บดอัดแน่น ไม่มีโพรง | เนื้อแน่นปานกลาง ผิวหน้าเรียบเนียน | ปานกลาง | งานตกแต่งภายในทั่วไป หน้าบานตู้หรือผนังตกแต่ง |
| ไม้ HMR | เส้นใยยูคาลิปตัสบด ผสมกาว MUF | เนื้อแน่นละเอียด ทนความชื้น | มาก | พื้นที่เจอความชื้น งานบิวท์อินบ้านหรู |
มาตรฐาน E คืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อสุขภาพผู้อยู่อาศัย?
E ย่อมาจากEmission ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลจากฝั่งยุโรปใช้สำหรับ วัดปริมาณการแผ่รังสีหรือการปลดปล่อยก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde)ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในการผลิตไม้ ออกจากเนื้อไม้สู่อากาศภายในบ้าน โดยแบ่งออกได้ดังนี้
- มาตรฐาน E0 มีสารฟอร์มาลดีไฮด์ ต่ำกว่า 0.07 ppm ปลอดภัยสูงมาก ไร้กลิ่นฉุนเคมีตั้งแต่วันแรก บริสุทธิ์ใกล้เคียงกับไม้ธรรมชาติในป่าใหญ่ สามารถย้ายเข้าอยู่ได้ทันทีหลังติดตั้งเสร็จ
- มาตรฐาน E1มีสารฟอร์มาลดีไฮด์ ไม่เกิน 0.1 ppm เป็นเกรดมาตรฐานที่ปลอดภัยพอใช้ แต่อาบยังมีกลิ่นเคมีจาง ๆ รบกวนในช่วง 1-3 เดือนแรก
- มาตรฐาน E2 มีสารฟอร์มาลดีไฮด์ สูงเกิน 0.1 ppm ขึ้นไป กลิ่นฉุนรุนแรง แสบตา แสบจมูกชัดเจน ไม่แนะนำให้ใช้ในบ้านพักอาศัย
ดังนั้น สำหรับบ้านหรูแล้วการเลือกใช้ไม้ที่สเปกดีที่สุดในปัจจุบันอย่าง ไม้ HMR เกรด E0 ที่ทั้งหนาแน่น ทนชื้น ปลอดก๊าซพิษ จะทำให้ได้ทั้งความแข็งแรง ทนทาน และปลอดภัย เหมาะกับการเป็นบ้านเพื่อสุขภาพมากที่สุด
ตารางการปล่อยสาร Formaldehyde และความปลอดภัยของไม้ตามมาตรฐาน E
| เกรด | ค่าการปล่อย Formaldehyde | ความหมาย | ความปลอดภัย |
| E0 | ≤ 0.07 ppm | Super Low Emission | มีความปลอดภัยสูงสุด |
| E1 | ≤ 0.10 ppm | Low Emission | ผ่านมาตรฐานยุโรป ใช้ได้ในอาคารทั่วไป |
| E2 | > 0.10 ppm | High Emission | ห้ามใช้ภายในบ้านตามมาตรฐาน EU |
คำนวณความคุ้มค่าเมื่อใช้วัสดุบิวท์อินเกรดพรีเมียมในระยะยาว
สำหรับเจ้าของบ้านระดับ High-end การตกแต่งบ้านก็เป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง นั่นหมายความว่า ถ้าเรามาลองคำนวณความคุ้มค่าระหว่างไม้เกรดประหยัดกับไม้เกรดพรีเมียม จะเห็นตัวเลขความต่างที่ชัดเจนดังนี้
วัสดุบิวท์อินเกรดทั่วไป
การเลือกใช้วัสดุบิวท์อินเกรดทั่วไปในช่วงแรกอาจจะประหยัดงบประมาณค่าวัสดุไปได้ประมาณ 20% – 30% แต่เมื่อผ่านไปเพียง 2-3 ปี ปัญหาไม้บวมจากความชื้น และปัญหาหน้าบานโก่งตู้ปิดไม่สนิทจะเริ่มตามมา จนนำไปสู่การรื้อถอนทำใหม่
ซึ่งการรื้อบิวท์อินเดิมนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งค่ารื้อ ค่าขนทิ้ง ค่าช่างทำใหม่ ตัวบ้านเองก็จะคละคลุ้งไปด้วยฝุ่น ไปจนถึงเรื่องสุขภาพของคนในบ้าน ที่ต้องสูดดมสารก่อมะเร็งที่อาจสะสมเป็นเวลานานหลายปี

วัสดุบิวท์อินเกรดพรีเมียม
หากหันมาเลือกใช้วัสดุบิวท์อิน HMR และวัสดุบิวท์อินเกรด E0 แม้จะมีต้นทุนในครั้งแรกสูงกว่า แต่สามารถจบงานให้สวยได้ในทีเดียว ด้วยโครงสร้างที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 10 ปี โดยไม่ต้องซ่อมบำรุงจุกจิก เนื้อไม้เนียนแน่นช่วยให้งานทำสีภายนอก (Finishing) เนียนสวยไร้รอยคลื่น และยังถือเป็นการซื้อความปลอดภัยให้คนในครอบครัว ด้านทางเดินหายใจอย่างไร้กังวลอีกด้วย
3 สิ่งที่เจ้าของบ้านต้องเช็กก่อนติดตั้งวัสดุบิวท์อิน
1. ขอดูใบรับรองมาตรฐาน (Certificate)
บริษัทรับตกแต่งบิวท์อินบ้านหรูระดับมืออาชีพและโปร่งใส จะต้องสามารถ แสดงเอกสาร Certificate หรือผลการทดสอบทางห้องแล็บจากโรงงานผู้ผลิตไม้เพื่อยืนยันว่าไม้ที่นำมาใช้เป็นเกรด E0 จริง
2. เช็กโครงสร้างภายในของพื้นที่เสี่ยง
อย่างบริเวณเคาน์เตอร์อ่างล้างจาน ห้องครัว ห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งตู้เก็บรองเท้า ควรระบุสเปกว่า ใช้วัสดุบิวท์อิน HMR เป็นโครงสร้างหลัก ควบคู่กับระบบไม้โครงอัดน้ำยากันปลวก เพื่อป้องกันปัญหาความชื้นและแมลงอย่างรอบด้าน
3. ทดสอบด้วยการสูดดม (Sniff Test)
อีกหนึ่งวิธีตรวจสอบหน้างานที่ง่ายที่สุดก็คือ ลองเดินเข้าไปในห้องที่ปิดหน้าต่างทึบในวันตรวจรับงานติดตั้งโครงสร้างดิบ หรือก่อนปิดผิวหรือทำสี หากไม่รู้สึกแสบตา น้ำตาไหล หรือไม่ได้กลิ่นเคมีฉุนเตะจมูก แสดงว่าเป็นไม้เกรด E0
อ่านบทความเพิ่มเติม:7 เคล็ดลับ Wellness Interior Design เพื่อเปลี่ยนเป็นบ้านที่ทำให้ผ่อนคลาย ด้วยการตกแต่งภายในระดับ Luxury
ลงทุนกับวัสดุบิวท์อินเกรดพรีเมียม เพื่อความสุขและสุขภาพของครอบครัว
งานติดตั้งบิวท์อินในบ้านหรู ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว เพราะบ้านเป็นสถาปัตยกรรมภายในที่ต้องอยู่อาศัยและสัมผัสในทุก ๆ วัน การเลือกใช้วัสดุบิวท์อินเกรด E0 และ HMR ที่มีคุณภาพสูงตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจมีราคาต้นทุนที่สูงกว่าเกรดประหยัดทั่วไปเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับความทนทานที่ไม่ต้องเสี่ยงรื้อทำใหม่และสุขภาพทางเดินหายใจที่ดีของคนในบ้าน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว
หากคุณต้องการรังสรรค์บ้านหรูในฝันของคุณให้สวยงาม ควบคู่ไปกับการได้ใช้ชีวิตที่มีความปลอดภัยสูงสุด มายกระดับการอยู่อาศัยด้วยบริการออกแบบและตกแต่งภายใน และติดตั้งงานบิวท์อินบ้านหรูกับ One Nine One Interior Design and Decor เราเลือกใช้วัสดุบิวท์อินเกรด E0 และโครงสร้างไม้ HMR ในทุกชิ้นงาน เพื่อโครงสร้างที่แข็งแรงและใส่ใจสุขภาพของทุกคนในบ้านคุณ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อเรา โทร. 02-430-6789 หรือแอดไลน์@1nine1
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัสดุบิวท์อิน
Q: มีวัสดุบิวท์อินที่รวมคุณสมบัติเป็นทั้ง ไม้ HMR และ ไม้ E0 ในแผ่นเดียวกันไหม?
A: มี ปัจจุบันโรงงานผลิตไม้ชั้นนำได้พัฒนาเนื้อไม้สูตรผสมผสานออกมา เพื่อตอบโจทย์ตลาดบ้านหรูโดยเฉพาะ ทำให้ได้ไม้ที่มีทั้งคุณสมบัติเนื้อแน่นทนความชื้นสีเขียวของไม้ HMR และมีคุณสมบัติกาวปลอดภัยไร้กลิ่นฉุนมาตรฐานของไม้ E0
Q: ติดตั้งบิวท์อินเกรดพรีเมียมเสร็จแล้ว ต้องรอกี่วันถึงจะเข้าอยู่ได้อย่างปลอดภัย?
A: หากเลือกใช้วัสดุบิวท์อินเกรด E0 แท้ทั้งหมด จะไม่มีสารเคมีระเหยเป็นพิษสะสมในอากาศ สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันทีหลังจากทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว แตกต่างจากไม้เกรดทั่วไป (E2) ที่อาจต้องเปิดหน้าต่างระบายกลิ่นฉุนทิ้งไว้ 1-3 เดือน ก่อนเข้าอยู่
Q: ไม้ HMR มีคุณสมบัติในการกันปลวกด้วยหรือไม่?
A: ไม้ HMR ไม่มีคุณสมบัติในการกันปลวก สีเขียวในเนื้อไม้เป็นเพียงการย้อมสีเพื่อสื่อถึงคุณสมบัติการทนความชื้นสูง ไม่บวมพองเมื่อโดนน้ำ แต่ไม่ได้มีสารเคมีสำหรับอัดน้ำยากันปลวกโดยตรง หากต้องการระบบกันปลวกที่สมบูรณ์แบบ ควรใช้น้ำยาฉีดพ่นเคลือบโครงสร้าง หรือเลือกใช้ไม้โครงที่มีการอัดน้ำยากันปลวกสเปกเฉพาะควบคู่กันไปด้วย
Q: ถ้าใช้ไม้ HMR ทั่วไปที่ไม่ได้ระบุว่าเป็น E0 จะมีผลเสียอย่างไรในระยะยาว?
A: ผลเสียหลักคือ อันตรายต่อสุขภาพทางเดินหายใจสะสม เพราะไม้ HMR ที่มีสารเคมีสูง เช่น เกรด E2 ถึงเฟอร์นิเจอร์จะทนความชื้น ไม่บวมพอง แต่สารระเหยฟอร์มาลดีไฮด์จะแผ่ออกมาจากตู้บิวท์อินอย่างต่อเนื่องยาวนาน 3-10 ปี ทำให้มีกลิ่นแสบตา แสบจมูก และเป็นสารก่อมะเร็ง ยิ่งหากนำไปใช้ในห้องนอนหรือห้องเด็กเล็ก จะส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรงในระยะยาว
